buddhawave07-2

 Eng

      

[หน้าแรก] [บทนำ] [เหตุแห่งความสงสัย] [ พุทธโบราณสถาน][ ภูมิศาสตร์][ พุทธสถาปัตยกรรม][ วิถีชีวิตในสมัยพุทธกาล]

[ ภาษาสมัยพุทธกาล][ขนบธรรมเนียมประเพณี][ ตำนาน/งศาวดาร][ ข้อสังเกตเพิ่มเติม]

 

Free counter and stats for your website on www.motigo.com

cb2

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ หัวหน้าโครงการวิจัยพระพุทธอุบัติภูมิ (2541-2563) Professor Dr.Chaiyong Brahmawong, Project Leader of Buddha Birthplace Relocating Project (1998-2020)

ไม่มีเวลามาก อยากทราบเหตุผลอย่างรวดเร็ว โปรดคลิ้กที่นี่

เว้ปไซต์นี้คือ

www.buddhabirthplace.net

  ดำเนินการโดย มรมฟื้นฟูพระพุทธอุบัติภูมิ

จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมสำหรับการศึกษาวิจัย เอกสาร หลักฐาน ตำนาน จารึกที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ เพื่อพิสูจน์ว่า พระองค์ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในชมพูทวีปที่เป็น ดินแดนสุวรรณภูมิในปัจจุบัน

สรุปรายงานการวิจัยฉบับย่อ:

ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ

 ความขัดแย้งข้อมูลเกี่ยวกับพุทธโบราณสถานและโบราณวัตถุตามที่พบเห็นในอินเดียซึ่งมีไม่เกิน 150 แห่ง แต่ในประเทศไทย ลาว เขมร พม่าฯลฯ มีเป็นพันเป็นหมื่นทั้งพระพุทธบาท พระพุทธฉาย พระพุทธรูป วัด อาราม และพุทธาวาส

ข้อเท็จจริงข้อมูลทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและในอินเดียมีความขัดแย้ง เป็นอย่างมาก ในด้านภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ระยะทางและทิศทางระหว่างเมือง

เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติในอินเดีย ทำไมชาวพุทธในประเทศไทยจึงเกิดคำถามต่อไปนี้ขึ้นมา....

มีข้อมูลใหม่และข้อสังเกตเพิ่มเติมหลายประการเพื่อชี้ให้เห็นว่าหากมีการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง จะพบข้อมูลดังที่ยกตัวอย่างข้างต้นอยู่เป็นจำนวนมากหากท่านมีข้อมูลใหม่ ทำนองนี้ โปรดส่งมาที่ Web Board ด้วย

วิถีชีวิตของคนในสมัยพุทธกาลสอดคล้องกับความเป็นอยู่ของคนไทย ลาว ฯลฯ แต่ในอินเดียแตกต่างกันออกไป และขัดแย้งข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตในสมัยพระพุทธกาล

ในประเทศไทยมีนิทานและตำนานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอยู่มาก แต่นักประวัติศาสตร์ตามความเชื่อฝรั่ง ไม่ยอมรับให้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จึงทำเกิดความขัดแย้งข้อมูลเกี่ยวกับตำนานและพงศาวดารที่ปรากฏในอินเดียและในเมืองไทย

 นักวิชาการปัจจุบันอ้างว่าภาษามคธหรือภาษาบาลี มาจากอินเดีย แต่การศึกษาจากหลักฐานใบลานจารแสดง ความสัมพันธฺระหว่างภาษาบาลีกับภาษาไทย และบันทึกของราชทูตฝรั่งเศสในสมัยพระนารายณ์มหาราชพบว่า แคว้นมคธและภาษาบาลีอยู่ในประเทศไทย

พุทธสถาปัตยกรรมมีความละเอียดอ่อนมาก พบเห็นในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนในประเทศอินเดียหาได้ยาก หากพุทธศิลปเกิดในอินเดีย ทำไมงานละเอียดอย่างที่พบเห็นในวัดวาอรามไทยจึงไม่ปรากฏในอินเดีย

พระพุทธเจ้าและสาวกเสวยข้าวเหนียว ข้าวจ้าวหรือโรตี? พระนางสิริมหามายาไปสู่ขอเข้าชายสิริสุทโธธนะหรือใครไปสู่ขอใคร? วิถีชีวิตในพระไตรปิฎกตรงกับในอินเดียหรือในประเทศไทย?

โปรดโหวตและดูผลการสำรวจ คลิ้ก

โหวตที่ POLLBAGEL

โหวตภาษาไทย

click2

ดูผลโหวต prevoteresult

 

 

Webmaster: chaiyongusc@gmail.com
Updated: December  11, 2016

 

 

 

 

 

  

หลวงปู่มั่น:

พระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษคนไทย

หนังสือ "ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" เขียนโดยศิษย์คนหนึ่งของหลวงปู่มั่น ท่านผู้นิพนธ์ได้เขียนไว้ ในคำปรารภ หน้า ๙ ว่า "....หลวงปู่ฯ จะเล่าขณะที่ข้าพเจ้าได้ถวายการนวด หลังจาก ท่านเทศน์เสร็จแล้ว นอกจากข้าพเจ้าแล้ว ก็มีท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินธฺโร ท่านอาจารย์วัน อุตตโม ท่านอาจารย์หล้า เขมปตโต ท่านก็พูด (เล่า) แต่ไม่มาก แต่สองรูปที่ท่านพูด (เล่า)ให้ฟังมาก คือ ข้าพเจ้ากับท่านอาจารย์วิริยังค์...."

     เรื่องที่หลวงปู่มั่นเล่าให้ท่านผู้เขียนประวัติหลวงปู่มั่น หลายเรื่องเกิดจากอุบัติเหต เช่น เรื่อง พระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษของคนไทย ก็เกิดจากกระดาษห่อธูป ที่ผู้ผลิต เอารูปพระพุทธเจ้า มาทำเป็นเครื่องหมายการค้า ซึ่งผู้เขียนได้นำไปถวายหลวงปู่มั่นดู    

      ท่านก็เลยเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าให้ฟังซึ่งเป็นการกลับ ตาลปัตร เพราะเรื่องนี้ ไม่ปรากฎในประวัติศาสตร์และในคัมภีร์พระพุทธศาสนา จึงทำผู้ฟังงงงวยสับสน เมื่อเรื่องมีอย่างนี้ก็ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อ่านก็แล้วกัน" ผู้เขียนกล่าว

      มีคนสงสัยว่า หลวงปู่มั่นเคยไปอินเดียเพื่อสักการะสังเวชนียสถานทั้งสิ่ หรือไม่ ก็มีการยืนยันว่า ท่านไม่ไปเพราะไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าประสูติใน อินเดีย แต่ท่านเคยไปพม่า ตามที่ผู้เขียนบันทึกไว้ (หน้า ๖๔) หลวงปู่มั่น บอกว่า ที่พม่าไม่ค่อยมีผู้ปฏิบัติที่จะได้ถึงอริยมรรค "...คงมีแต่ตาผ้าขาว ที่ท่านอยู่จำพรรษาด้วยเท่านั้นไ้ด้มรรคที่   ๓ ซึ่งไม่เหมือนเมืองไทย (ผู้ได้อริย มรรค) มีมาไม่ขาดขาย เกิดจากการปฏิบัติบ้าง จุติจากสวรรค์มาบ้าง เพราะไทย คือ ศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ต่างประเทศที่ ไม่อยู่ในแวดวง พระพุทธศาสนา (ก็) ยิ่ง ห่างไกลออกไปเพราะอยู่นอกวงจรนอกแวดวง หรือ "พาหิราประเทศ" (คงเหมือนกับต้นไม้ เมืองหนาว นำไปปลูกในเมืองร้อน ไม่ได้-บก.)...หลวงปู่พูดทีเล่นทีจริงว่า พวกที่ไปสอนพระพุทธศาสนาให้ฝรั่งนั้น สอนให้เขาเป็นอะไร จะสอนจนได้ สำเร็จมรรคผลนั้นเป็นไปไม่ได้ดอก เพราะเป็นพาหิราประเทศ (พาหิรา หมายถึงภายนอกหรือนอกวง-บก.)  

      คนไทยเราก็พอสอนได้ โอกาสได้ มรรคผลมี เพราะอยู่ในวงศ์พระพุทธ ศาสนา มีบารมีอันเคยอบรม สั่งสมมาแล้ว ท่าหลวงปู่ว่า..." หลวงพ่อวิริยังค์ กล่าว

หมายเหตุ-หลักฐานที่หลวงปู่มั่นกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเป็นบรรพบุรุษคนไทย มีแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่นที่วัดสุทธาวาส สกลนคร มีโอกาสควรวะไปนมัสการพระธาตุและชมนิทรรศการ

 หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งปารีส ยืนยันปฎิทินจันทรคติที่ใช้ในพระพุทธศาสนาอยู่ในประเทศไทยฯ มิใช่ในอินเดียหรือเนปาล

“สงฆ์ออกพรรษาเมื่อปฏิทินเขียนว่าขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันเพ็ญ” แล้วถ้าจันทร์ไม่เพ็ญ...สงฆ์ออกพรรษาไม่ได้   ทุรังออกจะอาบัติ

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งปารีส (Observatoire de Paris)  ได้แสดงให้เห็นว่า ปฏิทินพุทธ ไม่ใช่ปฏิทินอินเดีย หรือเนปาล แต่เป็นปฏิทินไทย ลาว เขมร และพม่า 

        ข้อค้นพบนี้ส่งมาจากฝรั่งเศส โดยอาจารย์ศุภกฤษฎิ์ มหารักขกะ ซึ่งให้ข้อมูลว่า "...สงฆ์จะออกพรรษา ได้เมื่อปฏิทินเขียนว่าขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันเพ็ญ แล้วถ้าจันทร์ไม่เพ็ญ... สงฆ์ออกพรรษาไม่ได้  ทุุรังออกพรรษา จะอาบัติ...." เพราะฉะนั้นปฏิทินที่สงฆ์ใช้ จะต้อง (๑) นับเดือนเป็นตัวเลข (๒)นับวันเป็น ขึ้น หรือ แรม และ (๓) มีการทดแก้ให้ จันทร์จริงบนฟ้า ตรง กับจันทร์เสมือนในปฏิทิน (lunisolar calendar with intercalation)  

     ในโลกนี้มีเพียงไม่กี่ปฏิทินเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบสามข้อดังกล่าวข้างต้น  จึงเรียกว่า ปฏิทินพุทธ (Buddhist calendar) ได้แก่ ไทย ลาว เขมร พม่า และศรีลังกา ส่วนปฏิทินอินเดียหรือปฏิทินฮินดูซึ่งมีรากฐานเป็นลายลักษณ์อักษร เพิ่งมีมาแค่ตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่สาม จึงนำมาใช้ออกพรรษาไม่ได้ เพียงเล็กน้อยในแง่ของจันทร์เต็มดวงจริงในวันออกพรรษา แต่ก็มีปฏิทิน ของธรรมยุตินิกายที่ "ไม่มีความคลาดเคลื่อน” เลย เพราะได้รับการทดแก้ไข ให้ถูกต้องไม่ให้คลาดเคลื่อนโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระมหากษัตรย์นักดาราศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก โดยได้ทรง พยากรณ์การเกิดสุริยปราคาที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อย่างแม่นยำ เป็นที่ตะลึงของนักดาราศาสตร์ในสมัยนั้น 

      ทำไมปฏิทินไทยฉบับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงมีความถูกต้อง ทางจันทรคติที่สุด (รอบของ จันทร์เพ็ญเท่ากับ ๒๙.๕๓๐๕๙๔ วัน) ทดแก้ยากหรือไม่ อย่างไร เมื่อเทียบกับวัฏจักรเมตอน (Metonic cycle) ฯพณฯ เดอ ลา ลูแบร์ (Simon De la Loubθre) ทูตฝรั่งเศส ในพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้นำสำเนา เอกสารเกี่ยวกับดาราศาสตร์สยาม สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กลับไปให้ เมอซิเออร์ กัสซินี (Cassini)

ผู้อำนวยการหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ แห่งปารีส (Observatoire de Paris) ศึกษาได้ข้อสรุป ๔ ประการ คือ (๑) ดาราศาสตร์สยาม เป็นของแท้ไม่ได้รับอิทธิพลหรือนำมาจากอินเดีย จีน หรือเปอร์เซีย แต่ได้จาก การคำนวณจากต้นยุคอ้างอิง (epoch) (๒) ดาราศาสตร์สยาม มีความ แม่นยำสูง และไม่ได้ พิจารณาว่า โลกโคจรรอบ ดวงอาทิตย์เป็นวงกลม (๓) ชาวสยามใช้วิธีคำนวณ ง่ายกว่าแต่ได้ผลเช่นเดียวกัน โดยใช้ค่าคงที่ต่างๆ ที่คำนวณไว้ ก่อนแล้ว มากกว่าจะใช้สูตร สำเร็จหรือตั้งสมการ ใหม่ทุกครั้งไป และ ( ๔) ชาวสยามท่องสูตรโดยใช้กลอน

          ในปัจจุบัน แม้ปฏิทินไทย ลาว เขมร พม่าจะยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้างแต่ก็ เป็นความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ของไทยโบราณ อันเป็นเอกลักษณ์นั้น สนับสนุนงานค้นคว้าบ้านเชียง กระเบื้องจารคูบัว  และลบล้าง “ซุกแขกแทรกจีน” ได้อย่างดียิ่ง 

     ข้อมูลข้างต้น ยืนยันว่า พระพุทธศาสนา เกิดขึ้นในดินแดนทีเป็นประเทศ ไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ซึ่งเป็น "ชมพูทวีป" ตามที่ระบุไว้ในประกาศเทวดา เมื่อครั้งสังคายนาพระไตรปิฎก ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๓๑.

 

 

พระไตรปิฎก: ชาวเมืองพาราณสีกินปลาร้า

โดย อาจารย์กมลทิพย์ ประยูรทอง

พวกเราถูกฝังหัวว่า พระพุทธเจ้าเกิดในอินเดีย เมืองพาราณสี ก็อยู่ในอินเดีย ช่วยตอบคำถามหน่อยนะว่า ประชาชนชาวอินเดียมีปลาร้าอย่างไทยไหม ชาวเมืองพาราณสีของอินเดียกินปลาร้าไหม คำตอบก็คือ ชาวอินเดียไม่มีปลาร้ากินและก็ไม่กินปลาร้า

        ถ้าเป็นเช่นนั้น เมืองพาราณสี ก็ไม่ได้อยู่ในอินเดีย เพราะ ชาวเมืองพาราณสี กินปลาร้า และมีหลักฐานยืนยันในใบลานว่า มีการทำและบริโภคปลาร้ามาเป็นเวลายาวนานในเมืองพาราณสี โปรดอ่านเรื่องต่อไปนี้ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ตัตตาการา (ล. ตัณหังการ) มีพระราชาองค์หนึ่ง พระนามว่าพรหมทัต มีมเหสีพระนามว่าวรุณวดีราชเทวี ปกครองเมืองพาราณสีด้วยทศพิธราชธรรม

         ยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่าปาจินคาม ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำ มีประมาณ ๓๐๐ หลังคาเรือน มีนายกวานบ้านหรือหัวหน้าหมู่บ้านชื่อว่าตาแสนไช มีภรรยาชื่อว่านางบัวไข มีลูกชายคนหนึ่งชื่อว่าท้าวบัวพันชั้น เมื่อท้าวบัวพันชั้นอายุได้ ๑๖ ปี ตาแสนไชก็ตายจากไป หลังจากนั้นนางบัวไขก็ไปสู่ขอนางปัททุมมามาเป็นภรรยาท้าวบัวพันชั้น อยู่กินกันมาได้ ๖ ปีก็ยังไม่มีลูก นางบัวไขจึงบอกให้อธิษฐานขอลูกจากเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

         ด้วยแรงอธิษฐานของนางจึงร้อนไปถึงพระอินทร์ แล้วพระอินทร์จึงทรงพิจารณาหาเทวดาผู้ที่จะสิ้นอายุขัย ก็พบว่ามีเทพบุตรตนหนึ่งซึ่งเป็นหน่อพุทธางกูรโพธิสัตว์กำลังจะสิ้นอายุขัยจะจุติลงไปเกิดในโลกมนุษย์ พระอินทร์จึงเสด็จไปเชิญเทพบุตรตนนั้นลงไปเกิดในครรภ์ของนางปัททุมมา เทพบุตรตนนั้นก็รับแต่โดยดี และก่อนที่จะลงไปเกิดในโลกมนุษย์พระอินทร์ได้ส่งเทพธิดา ๔ นางลงไปเกิดพร้อมกัน และได้มอบของวิเศษให้แก่เทพธิดาทั้ง ๔ นางลงไปเกิดด้วยดังนี้คือ ได้มอบงาช้างทิพย์คู่หนึ่งพร้อมทั้งแหวนธำมรงค์ให้แก่นางมาสเทพธิดา มอบกงจักรแก้วให้แก่นางพยฆราชกัญญาเทพธิดา มอบดาบสีคันไชให้แก่นางสีหาราชกัญญาเทพธิดา และมอบฆ้องวิเศษให้แก่นางคชุทกราชกัญญาเทพธิดา  (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

 

พระไตรปิฎกไม่ปรากฎคำว่า โรตี อินเดีย หรือ หิมะในความหมาย Snow

       วิถีชีวิตของประชาชนและพระภิกษุในสมัยพระพุทธกาลสะท้อนความเป็นไทย ในด้านมรรยาทสังคม วิถีชีวิต อาหารการกิน และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่แตกต่างจากชาวอินเดียโดยสิ้นเชิง

       พระไตรปิฎกฉบับออนไลน์ทั้ง 45 เล่มฉบับบาลีสยามรัฐ ประกอบด้วยพระวินัย ๘ เล่ม พระสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม และพระวินัย ๑๒ เล่ม ตรวจสอบคำที่จะเป็นหลักฐานผูกมัดว่า พระพุทธเจ้าและพระภิกษุทั้งหลายเป็นชาวอินเดีย ได้แก่ คำว่า โรตี หิมะ (Snow) อินเดีย หรือ ภารตะ ไม่พบร่องรอยแมิแต่ตำเดียว

         เมื่อค้นหาคำว่า โรตี พบ ๐ หน้า ใน ๐ พระสูตร คือ ไม่พบเลย 

          คำว่า "ข้าว" ค้นพบในพระวินัย วิ. ๑๗๐/๑๑๘ ในพระสูตร สุ. ๖๑๖/๔๒๓ ไม่มีในพระอภิธรรม รวมทั้งหมด ๘๐๖ หน้า ใน ๕๕๕ พระสูตร ยืนยันว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้เสวยโรตี แต่ทรงเสวยข้าว พร้อมกับพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาทั้ง ส่วนจะเสวยข้าเหนียวหรือข้าวจ้าว ต้องค้นคว้าต่อไป

         ค้นหาคำว่า "ข้าวเจ้า" พบ ๒ หน้า ๑ พระสูตร คือ เล่มที่ ๒๓ หน้า ๘๘ และเล่ม ๒๓ หน้า ๙๐ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตตรนิกาย ข้อ ๖๔ โดยเป็นข้าวเจ้าในความหมายของคำว่า ข้าวสาลี ส่วนคำว่า "ข้าวจ้าว" ปรากฎ วิ (๐/๐) สุ. (๓/๓) และ อภิ. (๐/๐) มีทั้งหมด ๓ หน้า คือ เล่ม ๒๙ หน้า ๑๐ และ หน้า ๒๒๙ และเล่มที่ ๓๐ หน้า ๓๐๔

          คำว่า ข้าวเหนียว ค้นพบในพระวินัย วิ. ๓/๓ ในพระสูตร สุ. ๑๓/๑๑ ไม่มีในพระอภิธรรม รวมทั้งหมด ๑๖ หน้า ใน ๑๔ พระสูตร แสดงว่า พระพุทธองค์และสาวกทั้งหลายเสวยหรือฉันข้าวเหนียว อาจมีข้าวจ้าวหรือข้าวสาลีบ้าง

          เมื่อค้นหาคำว่า อินเดีย หรือ ภารตะ ไม่พบแม้แต่คำเดียว คำว่า ภารตะ หรือ มหาภารตะ ที่เป็นคำสันสกฤตแทนประเทศอินเดีย ไม่พบเลยเช่นกัน 

          เมื่อค้นหาคำว่า "หิมะ" พบในพระวินัย ๖ หน้า ๖ พระสูตร ไม่พบในพระวินัยและพระอภิธรรม แต่เป็น หิมะในความหมาย นำค้างที่เย็นเยือก เช่น แม่คะนิ้ง ในทางภาคเหนือ ไม่มี "หิมะ" ในความหมายของ "Snow" เลย หิมะ แปลว่า เย็น หิมะ + วนต์=หิมวันต์>>หิมะพานต์ แปลว่า มีความเย็น ป่าหิมพานต์ แปลว่า ป่าเย็น ดงเย็น 

          อนึ่ง บริเวณเมืองสาวัตถีของอินเดียซึ่งอยู่เชิงเขาหิมาลัย ประมาณเส้นขนานที่ ๓๐ อยู่ในเขตหนาว มี ๔ ฤดู แต่ไม่ปรากฎว่า มีหิมะตก ส่วนกรุงกบิลพัสดุ์ที่เข้าใจว่า เป็นที่ประสูตพระพุทธเจ้า ก็ตั้งอยู่บนเส้นขนานที่ ๒๘ อยู่ในเขตหนาว มี ๔ ฤด เช่นกัน ดังนั้นปราสาท ๓ ฤดูในพระพุทธประวัติจึงไม่น่าจะเป็นกบิลพัสดุ์ในเนปาล ทั้งหมดที่กล่าวนี้ไม่ปรากฏว่า มีหิมะ (Snow) ตก หากผู้อ่านมีหลักฐานอย่างอื่นกรุณาส่งไปที่ chaiyongusc@gmail.com ด้วย

          นอกจากนี้ วิถีชีวิตที่ปรากฎในพระวินัยและเป็นต้นเหตุให้กำหนดเป็นกฎกำกับความประพฤติของพระภิกษุสงฆ์ ล้สนแต่เป็นวิถีชีวิตที่สะท้อนความเป็นคนไทย ลาว เขมร พม่า มอญที่อาศัยอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเรียกว่า ชมพูทวีป ในสมัยพระพุทธกาล ในพระไตรปิฎก ไม่ได้ระบุในที่ใดเลยว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในอินเดีย แต่ยืนยันว่า อุบัติขึ้นใน "ชมพูทวีป" คณะผู้วิจัยได้เสนอข้อมูลชัดเจนแล้วว่า ชมพูทวีปคือดินแดนที่ประกอบด้วยไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ

อนาถบิณฑิกเศรษฐีและเมืองสาวัตถีอยู่ในภาคอิสาน

เอกสารพระพุทธศาสนาได้ระบุเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธองค์และบุคคล สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับภาคคะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เรื่องราวของอนาถบิณฑิกเศรษฐีและเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย     

ข้อมูลจากอาจารย์กมลทิพย์ ประยูรทอง ระบุว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โดยทำบุญอย่างต่อเนื่อง "...ทั้งให้ทานแก่คนยากจน และการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ จนกระทั้งทรัยพ์สินเงินทองที่เก็บสะสมไว้ ลดน้อยลงไปโดยลำดับ ทรัพย์ที่หาได้มาใหม่ก็ไม่เท่ากับจ่ายออกไป ภัตตาหารที่จัดถวายพระภิกษุสงฆ์ก็ลดลง ทั้งคุณภาพและปริมาณ จนในที่สุดข้าวที่หุงถวายพระก็จำเป็นต้องใช้ข้าวปลายเกวียน กับข้าวก็เหลือเพียงน้ำ "ผักเสี้ยนดอง" ตนเองก็พลอยอดยาก ลำบากไปด้วย ถึงกระนั้นเศรษฐีก็ยังไม่ลดละการทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์ ได้แต่กราบเรียนให้พระภิกษุสงฆ์ทราบว่า ตนเองไม่สามารถจะจัดถวายอาหารอันปราณีตมีรสเลิศเหมือนเมื่อก่อนได้ เพราะขาดปัจจัยที่จะจัดหาพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นปุถุชนก็พากันไปรับอาหารบิณฑบาต ที่ตระกูลอื่นที่ถวายอาหารมีรสเลิศกว่า...."

จากเรื่องข้างต้นยืนยันว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐีและเมืองสาวัตถี อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแน่นอน เพราะ "ผักเสี้ยนดอง" (ผักโหมดอง) นี้เป็นอาหารอิสาน และเป็นอาหารหลักของชาวบ้าน เพราะผักเสี้ยนหรือผักโหมหาได้ง่าย เกิดขึ้นตามสวนโดยไม่ต้องปลูก ชาวบ้านจึงนิยมนำมาทำเป็นผักดอง เพื่อบริโภค ยามยากไร้ ก็ใช้ข้าวเหนืยวรับประทานกับผักเสี้ยนดองและ "แจ่ว" (น้ำพริก) ก็ประทังชีวิตอยู่ได้ นอกจากคำว่า ผักเสี้ยน แล้วยังมีคำภาษาอิสานอักหลายคำปรากฎในพระไตรปิฏก อาทิ หญ้ากับแก้ (หญ้าตีนตุกแก) ลูกกะเบา เป็นต้น

ขอฝากบทความ "เรากับลูกสองคน" และ "แอลวี-ทฤษฎีพลังบุญ" สำหรับทุกคน (โปรดคลิ้ก)

mapnamesแผนที่สังเขป แสดงที่ตั้งเมืองต่างๆ ในพระพุทธประวัติ ในของประเทศไทย ส่วนภาคใต้ของไทยตั้งแต่นครศรีธรรมราชคือ ลังการทวีป ไม่ใช่ที่ศรีลังกาหรือ Ceylon

 


Webmaster: chaiyong@buddhabirthplace.net; chaiyongusc@gmail.com