[หน้าแรก][เหตุแห่งความสงสัย] [ พุทธโบราณสถาน][ ภูมิศาสตร์][ พุทธสถาปัตยกรรม][ วิถีชีวิตในสมัยพุทธกาล]

[ ภาษาสมัยพุทธกาล][ขนบธรรมเนียมประเพณี][ ตำนาน/งศาวดาร][ ข้อสังเกตเพิ่มเติม]

 

 

 

โปรดโหวตและดูผลการสำรวจ คลิ้ก

โหวตที่ POLLBAGEL

โปรดโหวต--Please Vote

click2

ดูผลโหวต-- See Vote Results

 prevoteresult

 

Webmaster: chaiyongusc@gmail.com
Updated: Dec  11, 2016

 

 

 

 

 

 

 

 

"ประวัติศาสตร์ คือสิ่งที่เราทราบ หากเราทราบมาผิด ประวัติศาสตร์ก็ผิดด้วย" คำกล่าวนี้ อาจเป็นจริงสำหรับประวัติพระพุทธศาสนา

             เมื่อสองร้อยปีก่อน อินเดียเป็นดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีประวัติศาสตร์เป็นของตนเอง และไม่มีวัฒนธรรม แต่เมื่อตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ชาวอังกฤษที่มาอยู่ในอินเดียก็กลายเป็นนักโบราณคดี และได้เขียนประวัติศาสตร์อินเดียขึ้นจนกลายเป็นศูนย์กลาง วัฒนธรรมของโลก

            พระพุทธศาสนา ก็เช่นกัน ก่อนพ.ศ. ๒๓๙๗ ชาวตะวันตกในยุโรปและอเมริกา ที่มีความรู้เรื่องราวของพุทธศาสนาคงมีไม่มากนักหรือแทบจะไม่มีเลย จนกระทั่งนักโบราณคดีอังกฤษกลุ่มหนึ่ง อาทิ  Francis Buchanan ผู้ระบุใน ค.ศ. 1814 ว่า โบสถ์พราหมณ์ ที่ โพธคยาเป็นเจดีย์พุทธ James Prinsep ผู้อ่านเสาหินและพบชื่อ Devanum Piya Piyadassi แต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร จนกระทั่ง George Turnour จากCeylon เป็นผู้บอกว่า Devanum Piya Piyadassi คือ พระเจ้า Ashoka  และ Alexander Cunningham (1814-1893) ซึ่งเป็นผู้เขียนประวัติพระพุทธศาสนาใหม่

            นักโบราณคดีเหล่านี้ ได้ทำการขุดต้นที่ต่างๆ เช่น ใน ช่วง พ.ศ. ๒๓๗๗-๒๓๙๗  Alexander Cunningham  ได้ขุดสำรวจโบราณสถานในเมืองสารนาท พิศาล สาญจี ฯลฯ หลังจากขุดพบซากสลักปรักพังของโบราณสถานบางแห่งก็ได้ข้อสรุปว่า พระพุทธเจ้าน่าจะประสูติที่ประเทศสมัยนั้นเรียกว่า "ฮินดูสถาน (Hindustani)  ดังนั้นความเชื่อที่ว่า พระพุทธเจ้าเป็นชาวอินเดียก็เกิดขึ้น และเผยแพร่ไปทั่วโลก ใน ค.ศ. 1887 Alexander ก็ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็น Sir Alexander Cunningham 

            ในประเทศไทยและลาว ดังปรากฏในจารึกและใบลานจาร พงศาวดารท้องถิ่นที่แสดงเรื่องราวในสมัยพุทธกาลของการเกิดพระเจดีย์ พระพุทธบาท พระพุทธฉายและพระพุทธรูปของชาวเหนือและชาวลาว แสดงว่า ประชาชนมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าของพวกเขาอุบัติขึ้นที่ดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน

            ที่สำคัญยิ่งคือ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระวันรัตน์แห่งวัดพระเชตพน ได้นิพนธ์ หนังสือ "สังคีติยวงศ์" เป็นภาษาบาลี และได้ระบุอย่างชัดเจนในหน้า ๒๘๒ ว่า กรุงสุโขทัยปุระและสยามประเทศตั้งอยู่ในชมพูทวีป ก่อนหน้าที่จะถูกฝรั่งบิดเบือนไม่ถึง 140 ปี จนกระทั่งครอบงำความคิดนักวิชาการไทยและเทศว่า ชมพูทวีป คือ อินเดีย

 

พระธาตุศรีสองรัก: สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า ที่อำเภอด่านซ้ายจังหวัดเลย

   

พระแท่นดงรัง: สถานที่ปรินิพพานพระพุทธเจ้า ที่อำเภอท่ามะกา จังหสัดกาญจนบุรี โปรดสังเกตลำแสงบุญเหนือพระแท่น

in

(ซ้าย)ปกหนังสือ India Discovered: The Recovery of a Lost Civilization โดย John Keay (2001) หนังสือเล่มนี้ได้ให้ข้อมูลเดียวกับการค้นคว้าของนักโบราณคดีอังกฤษที่นำไปสู่ความเชื่อที่ว่า พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในอินเดีย  (ขวา) ปกหนังสือ สังคีติยวงศ์  ประวัติพระพุทธศาสนาฉบับสุดท้ายก่อนที่คณะสงฆ์ไทยจะไปเชื่อฝรั่ง ตามเจ้านายและพระผู้ใหญ่ไทยเพียงไม่กี่องค์

            ในรัชสมัยพระปิยมหาราช มีพระเถระรูปหนึ่ง คือ พระเดชพระคุณพระธรรมเจดีย์ (ปาน) แห่งวัดมหรรณพาราม ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระปิยมหาราช ครองราชย์ได้ ๒๙ ปี เนื้อหาของหนังสือ ประท้วงคณะสงฆ์ที่ยอมเชื่อว่า พระพุทธองค์ประสูติในอินเดีย ตามที่แขกจากเมืองกาสี ๘ คน นำเสนอ แขกทั้ง ๘ คนนี้หลวงพ่อกล่าวหาว่า ได้นำพระไตรปิฎก อภิธานศัพท์ และคำสอนในพระพุทธศาสนากลับประเทศอินเดีย นัยว่า คงนำไปประกอบประวัติพระพุทธศาสนาที่ Sir Alexander   Cunningham ได้เขียนขึ้นในก่อนหน้านี้ไม่นาน เมื่อแขกพวกนี้กลับมากรุงเทพ ก็นำแผนที่ประเทศฮินดูสถานฉบับใหม่ ที่มีชื่อเมือง แม่น้ำ ภูเขา ฯลฯ ตามที่ปรากฏในประไตรปิฎก ก็ยิ่งทำให้คนไทยเชื่อว่า พระพุทธอุบัติขึ้นในอินเดียมากยิ่งขึ้น โดยให้การต้อนรับอย่างดี ได้ขายนมเนย ภายหลังก็ได้มีการเรี่ยรายเงินทองเพื่อไปเสริมสร้างปฏิสังขรณ์โบสถ์พราหมณ์ ณ พุทธคยา ซึ่งเป็นสถานที่ฝรั่งอังกฤษสองคนคือ Francis Buchanan (1812) และAlexander Cunningham (1862)  ระบุว่า เป็นโบสถ์พุทธและเป็นที่ตรัสรู้  ก็เป็นข้อมูลที่ต้องศึกษาให้แจ้ง เดี๋ยวนี้พวกพราหมณ์ก็ยังถือว่า มหาเจดีย์ที่พุทธคยาเป็นของเขาและไม่ยอมขายกรรมสิทธิที่ดินให้ชาวพุทธ

            นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๓ มีนักวิชาและกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรม ๓ กลุ่ม ได้รับการจุดประกายจากหนังสือ ชื่อ "อ้อย-ต้นจืดปลายหวานฯ" ของพระธรรมเจดีย์ (ปาน) และความสงสัยที่มีมายาวนานเกี่ยวกับคติที่ว่า พระพุทธเข้าอุบัติขึ้นในอินเดีย จึงได้เริ่มศึกษาค้นคว้า ประวัติพระพุทธศาสนาตามคติเดิม เกี่ยวกับที่ประทับ และการเทศนาขององค์พระศาสดาในช่วงเวลา ๘๐ พรรษา จนเสด็จดับขันธปรินิพพาน

            การแสวงหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ดำเนินมาหลายปีแล้ว จนคณะผู้วิจัยมีความเชื่อมั่นว่า พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งเป็น"ชมพูทวีป" ที่แท้จริง จึงใคร่ขอเชิญผู้สนใจได้เข้ามาอ่านข้อสังเกต และเหตุผลต่างๆ เพื่อจะได้ช่วยกันทำความจริงให้ปรากฏ และหาทางสนับสนุนทั้งแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์เพื่อว่า นับจากนี้ไป จะเป็นสิบปีหรือร้อยปีในอนาคต ความจริงเกี่ยวกับพระพุทธอุบัติภูมิจะได้กระจ่างขึ้น ตรงตามความเป็นจริง.

ไม่มีเวลามาก อยากทราบเหตุผลอย่างรวดเร็ว โปรดคลิ้กที่นี่

โปรดอ่านภาพถ่ายแสดงหลักฐานจากเอกสารต่างๆ

 

อ่านข้อเขียนหรือบทความพิเศษ

 

 

 

  ดำเนินการโดย 

มรมฟื้นฟูพระพุทธอุบัติภูมิ

จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมสำหรับการศึกษาวิจัย เอกสาร หลักฐาน ตำนาน จารึกที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ เพื่อพิสูจน์ว่า พระองค์ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในชมพูทวีปที่เป็น ดินแดนสุวรรณภูมิในปัจจุบัน

สรุปรายงานการวิจัยฉบับย่อ:

ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ


Webmaster: chaiyongusc@gmail.com
Updated: December  11, 2016